
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การเรียกชื่อสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
การเรียกชื่อสารประกอบไฮโดรคาร์บอนนั้นมีสองแบบ
แบบแรกคือการเรียกชื่อสามัญ(Common name)
แบบที่สองคือการเรียกชื่อตามระบบ IUPAC (International Union of Pure andApplide Chemistry)
การเรียกชื่อแบบสามัญจะใช้คำว่า n- (normal) iso- และ neo- นำหน้าชื่อสารประกอบ ตัวอย่างเช่น
CH3-CH2-CH2-CH3 อ่านว่า n-butane
CH3-CH-CH3
|
CH3
อ่านว่า isobutene
CH3-C-CH3
|
CH3
|
CH3
อ่านว่า neopentane
การเรียกชื่อจำนวนคาร์บอนอะตอมC1 - meth- C8 - oct-
C2 - eth- C9 - non-
C3 - prop- C10 - dec-
C4 - but- C11 - undec-
C5 - pent- C12 - dodec-
C6 - hex- C13 - tridec-
C7 - hept- C14 - tetradec4
หลักการอ่านชื่อตามระบบ IUPAC
1. อัลเคนให้ลงท้ายด้วย เอน–ane
- ถ้ามีกิ่ง (branch) ถ้าเป็นอัลเคนให้เลือกโซ่คาร์บอนที่ยาวที่สุดเป็นโซ่หลัก (parent name)
- นับคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 จากปลายที่จะพบโซ่กิ่งก่อน
- อ่านชื่อหมู่แทนที่ (กิ่ง) ต่อจากตำแหน่งของคาร์บอน (หมู่แทนที่อ่านตามจำนวน
คาร์บอนแต่เปลี่ยนเสียงลงท้ายเป็น อิล –yl (เช่น –CH3 = methyl )
- ถ้ามีหมู่แทนที่เดียวกัน 2 หมู่ขึ้นไป ต้องบอกตำแหน่งและระบุว่ามีกี่หมู่ (เติม di-, tri-,tetra- ไปหน้าหมู่แทนที่นั้น) ตัวอย่างเช่น
2,3-dimethylbutane C6H14
CH3 CH3
| |
CH3-CH - CH-CH3
มีหมู่แทนที่ (-methy l= -CH3) 2 หมู่ที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 2 ,3
ตัวอย่างการอ่านชื่อ
2-methylbutane C5H12
CH3
|
CH3-CH2-CH-CH3
3-methyl-4ethyloctaneC11H24
CH3
|
CH -CH3
| |
CH3-CH2-CH2-CH2-CH -CH-CH2-CH3
4,4-dimethylpentane C7H16
CH3
|
CH3-C-CH2-CH2-CH3
|
CH3
หมู่อัลคิล (Alkyl group) เป็นอัลเคนที่ลดจำนวนไฮโดรเจนลง 1 ตัว ตัวอย่างเช่น
methyl - CH3- n-butyl - CH3CH2CH2CH2-
ethyl - CH3CH2- propyl - CH3CH2CH2-
2. อัลคีน ให้ลงท้ายด้วย อีน –ene
- นับโซ่คาร์บอนที่ยาวที่สุดที่มีพันธะคู่เป็นชื่อหลัก แต่ในกรณีที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะ
ให้เลือกโซ่ที่มีพันธะคู่มากที่สุดแม้ว่าจะไม่ใช่โซ่ที่ยาวที่สุดก็ตาม และนับตำแหน่ง
คาร์บอนโดยให้พันธะคู่อยู่ในตำแหน่งต่ำที่สุด
- ถ้ามีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะต้องระบุด้วย ว่ามี สองพันธะคู่ (ไดอีน diene) สามพันธะ
คู่ (ไตรอีน triene) หรือมากกว่า เช่น มีพันธะคู่ 2 พันธะใน butene ต้องอ่านลงท้าย
ว่า butadiene
มีพันธะคู่ 3 พันธะใน hexene ต้องอ่านลงท้ายว่า Hexatriene
1,3-butadiene C4H6
H2C==CH-CH=CH2
- อ่านโซ่กิ่งตามแบบที่เรียนมาแล้วในอัลเคน โดยอ่านตำแหน่งโซ่กิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วย
ตำแหน่งของพันธะคู่
3-methyl-2-pentene
CH3
|
CH3-CH2-C=CH-CH3
3. อัลไคน์ ให้ลงท้ายด้วย ไอน์ – yne
- มีหลักการอ่านชื่อเหมือนกับอัลไคน์ เพียงแต่เปลี่ยนคำลงท้าย ในกรณีที่มีทั้งพันธะคู่และ
พันธะสามอยู่ในโซ่หลักด้วยนั้นให้เปลี่ยนคำลงท้ายเป็น อีนไอน์ -enyne
- ในการนับตำแหน่งต้องให้พันธะคู่อยู่ตำแหน่งน้อยกว่าเสมอ
หมู่อัลคิลที่ไม่อิ่มตัว (Unsatured alkyl group หรือ อัลคินิล-alkenyl และ อัลไคนิล-alkynyl)
เป็นอัลคีนหรืออัลไคน์ที่ไฮโดรเจนลดจำนวนลง 1 อะตอม
4. สารประกอบไซโคล (Cyclo-)
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นวง (แต่ไม่ใช่อะโรมาติกเพราะไม่มีวงแหวนเบนซีนใน
โมเลกุล) มีทั้ง ไซโคลอัลเคน (cycloalkane) ไซโคลอัลคีน (cycloalkene)
ในกรณีของไซโคลอัลคีนต้องระบุตำแหน่งของพันธะคู่ด้วยและถ้ามีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะ
ก็ต้องระบุจำนวนพันธะด้วยตามหลักการอ่านชื่อของอัลคีน
5. เบนซีน (Benzene)
เบนซีน C6H6 เป็นอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนตัวที่เล็กที่สุดนิยมเขียนสูตรอย่างย่อมากกว่า
สูตรโครงสร้าง สารประกอบที่เป็นอนุพันธ์ของเบนซีนเกิดจากการแทนที่ไฮโดรเจน 1 อะตอมหรือมากกว่า
ด้วยหมู่อัลคิล อัลไคนิล หรืออื่นๆการอ่านชื่อ IUPAC จะอ่านโดยใช้เบนซีนเป็นหลัก โดยการอ่านหมู่
แทนที่แล้วตามด้วย-เบนซีน แต่บางชนิดนิยมอ่านชื่อสามัญมากกว่า
ตำแหน่ง พารา (para-) ออโธ (ortho-) และ เมตา (meta-)
ในวงแหวนเบซีนอาจจะมีหมู่แทนที่ที่เหมือนกันสองตำแหน่ง ตำแหน่ง พารา (para-) เป็น
ตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,4 ตำแหน่งออโธ (ortho-) เป็นตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,2 และ เมตา
(meta-) เป็นตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,3
6. โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon, PAHs)
มีอีกชื่อหนึ่งว่า โพลีนิวเคลียร์อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polynuclear Aromatic
Hydrocarbon) เป็นอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนที่เชื่อมกันมากกว่า 1 วง เช่น แนพทาลีน แอนทราซีน
เป็นต้น
7. อัลคิลเฮไลด์ (Alkyl halide)
เป็นการแทนที่ไฮโดรเจนในโมเลกุลด้วยฮาโลเจน (หมู่ 7) หรือเป็นการแทนที่ไฮโดรเจนใน
กรดฮาโลเจนด้วยหมู่อัลคิล
primary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 1 อะตอม
secondary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 2 อะตอม
tertiary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 3 อะตอม
8. อะโรมาติกเฮไลด์ (Aromatic halide)
เป็นการแทนที่ไฮโดรเจนในวงแหวนเบนซีน (อะโรมาติก) ด้วยฮาโลเจน
แบบแรกคือการเรียกชื่อสามัญ(Common name)
แบบที่สองคือการเรียกชื่อตามระบบ IUPAC (International Union of Pure andApplide Chemistry)
การเรียกชื่อแบบสามัญจะใช้คำว่า n- (normal) iso- และ neo- นำหน้าชื่อสารประกอบ ตัวอย่างเช่น
CH3-CH2-CH2-CH3 อ่านว่า n-butane
CH3-CH-CH3
|
CH3
อ่านว่า isobutene
CH3-C-CH3
|
CH3
|
CH3
อ่านว่า neopentane
การเรียกชื่อจำนวนคาร์บอนอะตอมC1 - meth- C8 - oct-
C2 - eth- C9 - non-
C3 - prop- C10 - dec-
C4 - but- C11 - undec-
C5 - pent- C12 - dodec-
C6 - hex- C13 - tridec-
C7 - hept- C14 - tetradec4
หลักการอ่านชื่อตามระบบ IUPAC
1. อัลเคนให้ลงท้ายด้วย เอน–ane
- ถ้ามีกิ่ง (branch) ถ้าเป็นอัลเคนให้เลือกโซ่คาร์บอนที่ยาวที่สุดเป็นโซ่หลัก (parent name)
- นับคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 จากปลายที่จะพบโซ่กิ่งก่อน
- อ่านชื่อหมู่แทนที่ (กิ่ง) ต่อจากตำแหน่งของคาร์บอน (หมู่แทนที่อ่านตามจำนวน
คาร์บอนแต่เปลี่ยนเสียงลงท้ายเป็น อิล –yl (เช่น –CH3 = methyl )
- ถ้ามีหมู่แทนที่เดียวกัน 2 หมู่ขึ้นไป ต้องบอกตำแหน่งและระบุว่ามีกี่หมู่ (เติม di-, tri-,tetra- ไปหน้าหมู่แทนที่นั้น) ตัวอย่างเช่น
2,3-dimethylbutane C6H14
CH3 CH3
| |
CH3-CH - CH-CH3
มีหมู่แทนที่ (-methy l= -CH3) 2 หมู่ที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 2 ,3
ตัวอย่างการอ่านชื่อ
2-methylbutane C5H12
CH3
|
CH3-CH2-CH-CH3
3-methyl-4ethyloctaneC11H24
CH3
|
CH -CH3
| |
CH3-CH2-CH2-CH2-CH -CH-CH2-CH3
4,4-dimethylpentane C7H16
CH3
|
CH3-C-CH2-CH2-CH3
|
CH3
หมู่อัลคิล (Alkyl group) เป็นอัลเคนที่ลดจำนวนไฮโดรเจนลง 1 ตัว ตัวอย่างเช่น
methyl - CH3- n-butyl - CH3CH2CH2CH2-
ethyl - CH3CH2- propyl - CH3CH2CH2-
2. อัลคีน ให้ลงท้ายด้วย อีน –ene
- นับโซ่คาร์บอนที่ยาวที่สุดที่มีพันธะคู่เป็นชื่อหลัก แต่ในกรณีที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะ
ให้เลือกโซ่ที่มีพันธะคู่มากที่สุดแม้ว่าจะไม่ใช่โซ่ที่ยาวที่สุดก็ตาม และนับตำแหน่ง
คาร์บอนโดยให้พันธะคู่อยู่ในตำแหน่งต่ำที่สุด
- ถ้ามีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะต้องระบุด้วย ว่ามี สองพันธะคู่ (ไดอีน diene) สามพันธะ
คู่ (ไตรอีน triene) หรือมากกว่า เช่น มีพันธะคู่ 2 พันธะใน butene ต้องอ่านลงท้าย
ว่า butadiene
มีพันธะคู่ 3 พันธะใน hexene ต้องอ่านลงท้ายว่า Hexatriene
1,3-butadiene C4H6
H2C==CH-CH=CH2
- อ่านโซ่กิ่งตามแบบที่เรียนมาแล้วในอัลเคน โดยอ่านตำแหน่งโซ่กิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วย
ตำแหน่งของพันธะคู่
3-methyl-2-pentene
CH3
|
CH3-CH2-C=CH-CH3
3. อัลไคน์ ให้ลงท้ายด้วย ไอน์ – yne
- มีหลักการอ่านชื่อเหมือนกับอัลไคน์ เพียงแต่เปลี่ยนคำลงท้าย ในกรณีที่มีทั้งพันธะคู่และ
พันธะสามอยู่ในโซ่หลักด้วยนั้นให้เปลี่ยนคำลงท้ายเป็น อีนไอน์ -enyne
- ในการนับตำแหน่งต้องให้พันธะคู่อยู่ตำแหน่งน้อยกว่าเสมอ
หมู่อัลคิลที่ไม่อิ่มตัว (Unsatured alkyl group หรือ อัลคินิล-alkenyl และ อัลไคนิล-alkynyl)
เป็นอัลคีนหรืออัลไคน์ที่ไฮโดรเจนลดจำนวนลง 1 อะตอม
4. สารประกอบไซโคล (Cyclo-)
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นวง (แต่ไม่ใช่อะโรมาติกเพราะไม่มีวงแหวนเบนซีนใน
โมเลกุล) มีทั้ง ไซโคลอัลเคน (cycloalkane) ไซโคลอัลคีน (cycloalkene)
ในกรณีของไซโคลอัลคีนต้องระบุตำแหน่งของพันธะคู่ด้วยและถ้ามีพันธะคู่มากกว่า 1 พันธะ
ก็ต้องระบุจำนวนพันธะด้วยตามหลักการอ่านชื่อของอัลคีน
5. เบนซีน (Benzene)
เบนซีน C6H6 เป็นอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนตัวที่เล็กที่สุดนิยมเขียนสูตรอย่างย่อมากกว่า
สูตรโครงสร้าง สารประกอบที่เป็นอนุพันธ์ของเบนซีนเกิดจากการแทนที่ไฮโดรเจน 1 อะตอมหรือมากกว่า
ด้วยหมู่อัลคิล อัลไคนิล หรืออื่นๆการอ่านชื่อ IUPAC จะอ่านโดยใช้เบนซีนเป็นหลัก โดยการอ่านหมู่
แทนที่แล้วตามด้วย-เบนซีน แต่บางชนิดนิยมอ่านชื่อสามัญมากกว่า
ตำแหน่ง พารา (para-) ออโธ (ortho-) และ เมตา (meta-)
ในวงแหวนเบซีนอาจจะมีหมู่แทนที่ที่เหมือนกันสองตำแหน่ง ตำแหน่ง พารา (para-) เป็น
ตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,4 ตำแหน่งออโธ (ortho-) เป็นตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,2 และ เมตา
(meta-) เป็นตำแหน่งของหมู่แทนที่ที่ 1,3
6. โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon, PAHs)
มีอีกชื่อหนึ่งว่า โพลีนิวเคลียร์อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polynuclear Aromatic
Hydrocarbon) เป็นอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนที่เชื่อมกันมากกว่า 1 วง เช่น แนพทาลีน แอนทราซีน
เป็นต้น
7. อัลคิลเฮไลด์ (Alkyl halide)
เป็นการแทนที่ไฮโดรเจนในโมเลกุลด้วยฮาโลเจน (หมู่ 7) หรือเป็นการแทนที่ไฮโดรเจนใน
กรดฮาโลเจนด้วยหมู่อัลคิล
primary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 1 อะตอม
secondary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 2 อะตอม
tertiary alkyl halide ฮาโลเจนต่อกับคาร์บอนที่ต่อกับคาร์บอนอะตอมอื่น 3 อะตอม
8. อะโรมาติกเฮไลด์ (Aromatic halide)
เป็นการแทนที่ไฮโดรเจนในวงแหวนเบนซีน (อะโรมาติก) ด้วยฮาโลเจน
วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
แอลเคน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พาราฟิน ไฮโดรคาร์บอน (parafin hydrocarbon) หรือเรียกสั้นๆ ว่า พาราฟิน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว มีสูตรทั่วไปเป็น CnH2n + 2 เมื่อ n = 1, 2, 3, … เช่น
ถ้า n = 1 จะได้ CH4
ถ้า n = 2 จะได้ C2H6
ถ้า n = 3 จะได้ C3H8 ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าเมื่อ C เพิ่ม 1 อะตอม H จะเพิ่ม 2 อะตอม หรือเพิ่มครั้งละ - CH2
แอลเคนมีทั้งที่เกิดในธรรมชาติ เช่นน้ำมันดิบ (coal tar) น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้
ตัวแรกของอนุกรมแอลเคนคือ มีเทน มีสูตรเป็น CH4
รูปร่างโมเลกุลของแอลเคนเป็นทรงเหลี่ยมสี่หน้า มีมุมระหว่างพันธะ 109.5 องศา
โพลิอีน หมายถึง แอลคีนที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 แห่งในโมเลกุล เช่นถ้ามี 2 แห่ง เรียกว่า ไดอีน (dienes) ถ้ามี 3 แห่ง เรียกว่า ไตรอีน (trienes) เป็นต้น
พวกโครงสร้างโพลิอีนมักจะพบอยู่ในสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ในคาโรตีน (carotene , C40H56)
แอลไคน์ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวเหมือนแอลคีน ในโมเลกุลของแอลไคน์จะต้องมีพันธะสามระหว่าง C กับ C (C C)
ถ้ามีพันธะสาม 1 แห่ง จะมีสูตรทั่วไปเป็น
CnH2n - 2 เมื่อ n = 2, 3, ….
เช่น
n = 2 คือ C2H2
n = 3 คือ C3H4
n = 4 คือ C4H6 เป็นต้น
เมื่อมีคาร์บอนเท่ากันแอลไคน์จะมีไฮโดรเจนน้อยกว่าแอลคีน 2 อะตอมและน้อยกว่าแอลเคน 4 อะตอม เช่น C2H2 , C2H4 , C2H6 ซึ่งเป็นแอลไคน์ แอลคีนและแอลเคน ตามลำดับ
อัตราส่วนระหว่าง C : H ในแอลไคน์มากกว่าในแอลคีนและแอลเคน เมื่อเผาไฟแอลไคน์จึงทำให้เกิดเข่มามากกว่าแอลคีน (แอลเคนไม่เกิดเข่มา)
สารตัวแรกในอนุกรมแอลไคน์ คือ C2H2 เรียกว่าอะเซติลีน (acetylene) หรือ อีไทน์ (ethyne) ลักษณะโมเลกุลเป็นเส้นตรงอยู่ในระนาบเดียวกันมุมระหว่างพันธะ 1800
แอลไคน์ตัวที่ 2 คือ C3H4 เรียกว่า โพรไพน์ (propyne) หรือ methylacetylene
ก. ไซโคลแอลเคน และแอลคีน มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน จึงเป็นไอโซเมอร์กัน
ข. ไซโคลแอลคีน แอลไคน์และไดอีน มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน จึงเป็นไอโซเมอร์กัน
สารตัวแรกของไซโคลแอลเคนคือ C3H6 เรียกว่า ไซโคลโพรเพน
สารตัวแรกของไซโคลแอลคีนคือ C3H4 เรียกว่า ไซโคลโพรพีน
สารตัวแรกของไซโคลแอลไคน์คือ C3H2 เรียกว่า ไซโคลโพรไพน์
อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวประเภทหนึ่ง มีโครงสร้างหลักเป็นวงเบนซีน (benzene ring)
ภายในวงเบนซีน จะมีคาร์บอน 6 อะตอมต่อกันเป็นวง โดยมีพันธะเดี่ยวและพันธะคู่สลับกันไป
อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนตัวแรกคือ เบนซีน (benzene) ซึ่งมีสูตรโมเลกุลเป็น C6H6 และมีสูตรโครงสร้างดังนี้
H ในเบนซีนอาจจะถูกแทนที่ด้วยอะตอมหรือหมู่อะตอมเพียง 1 หมู่ หรือมากกว่า 1 หมู่ก็ได้ถ้าถูกแทนที่ด้วยหมู่แอลคิลจะยังคงเป็นอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน แต่ถ้าถูกแทนที่ด้วยหมู่ฟังก์ชันอื่นๆ เช่น - Cl, - OH, -NH2 จะกลายเป็นอนุพันธ์ของอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน
สมบัติทางกายภาพของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
1. สถานะ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลต่ำ ๆ หรือมีจำนวนคาร์บอนน้อย ๆ มีสถานะเป็นก๊าซ จำนวนคาร์บอนมากขึ้นจะมีสถานะเป็นของเหลวและของแข็งตามลำดับ เช่น
CH4 เป็นก๊าซ C5H12 เป็นของเหลว C20H22 เป็นของแข็ง
2. การละลายน้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน เพนเทน เป็นต้น
3. ความหนาแน่น มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำหรือน้อยกว่า 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
4. จุดเดือดและจุดหลอมเหลว จะแปรผันตามมวลโมเลกุลหรือแปรผันตามจำนวนคาร์บอนในกรณีไอโซเมอร์มีมวลโมเลกุลเท่ากัน ไอโซเมอร์ที่มีกิ่งก้านมากกว่าจะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำกว่าไอโซเมอร์ที่ไม่มีกิ่งก้าน เช่น
CH3
CH3CHCH3 มีจุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ำกว่า CH3CH2CH2CH3
(C4H10) (C4H10)
5. การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน แบ่งเป็นการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์
5.1 การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดเมื่อเผาไหม้จะให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และน้ำ (H2O) โดยมีสูตรทั่วไปดังนี้
C5H10 + O2 CO2 + H2O
5.2 การเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ จะเกิดเขม่า ปริมาณเขม่าพิจารณาจากจำนวนคาร์บอนเท่ากัน จำนวนไฮโดรเจนน้อย เขม่าจะมาก จำนวนไฮโดรเจนมาก เขม่าจะน้อย เช่น ปริมาณเขม่าของ C6H10> C6H12>C6H14
หรือพิจารณาจากจำนวนไฮโดรเจนเท่ากัน จำนวนคาร์บอนมาก เขม่าจะมาก จำนวนคาร์บอนน้อยเขม่าจะน้อย เช่น ปริมาณเขม่าของ C5H10 > C4H10
สมบัติทางเคมีของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
1. สมบัติเกี่ยวกับการละลาย จากความรู้เรื่องพันธะเคมีว่า ารละลายคือการที่โมเลกุลของตัวทำละลายไปแทรกอยู่ในตัวถูกละลายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าพิจารณาความสามารถในการละลายจากสภาพขั้วของโมเลกุล จะพบว่าสารที่เกิดการละลายกันได้ จะต้องมีสภาพขั้วของโมเลกุลเหมือนกันนั่นคือ
1. 1โมเลกุลมีขั้ว จะละลายในตัวทำละลายมีขั้ว เช่น น้ำ
1. 2โมเลกุลไม่มีขั้ว จะละลายในตัวทำละลายไม่มีขั้ว
1. 3โมเลกุลไม่มีขั้ว จะไม่ละลายในตัวทำละลายมีขั้ว
ดังนั้น การที่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่ละลายน้ำ แสดงว่า โมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว และการที่ไม่ละลายน้ำ แล้วลอยอยู่ชั้นบน แสดงว่ามีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
2. สมบัติเกี่ยวกับการเผาไหม้ เมื่อพิจารณาการเผาไหม้ ปรากฏว่า เฮกเซนติดไฟให้เปลวไฟสว่างไม่มีควัน เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ ส่วนไซโคลเฮกซีนติดไฟง่ายให้เปลวไฟสว่างมีเขม่าและเบนซีนติดไฟได้ง่าย ให้เปลวไฟสว่างมีควันและเขม่ามาก เป็นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ถ้าพิจารณาอัตราส่วน C : H ในแต่ละสารจะได้ว่า
ถ้า C เท่ากันแต่ H น้อยกว่า หรือสารที่มีเปอร์เซนต์ของธาตุ C มากการ เผาไหม้จะมีเขม่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ของสารใดๆ คือการที่สารนั้นทำปฏิกิริยาออกซิเจนในอากาศ แล้วให้พลังงานความร้อนออกมา โดยปกติ C เผาไหม้ให้ CO2 และ H เผาไหม้ให้น้ำ ดังสมการ C + O2 CO2 2H2 + O2 2H2O การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ถ้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ควรจะได้ก๊าซ CO2 และ H2O ดังสมการ CH4 + 2O2 CO2+ 2H2O + พลังงาน 2C6H14 + 19O2 12CO2 + 14H2O + พลังงาน แต่อย่างไรก็ตามถ้าการเผาไหม้เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ก็จะเกิดก๊าซ CO และเขม่า เช่น การเผาไหม้ของไซโคลเฮกซีนและเบนซีน
3. สมบัติเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยากับสารละลายโบรมีน ในคาร์บอนเตตระคลอไรด์และสารละลาย KMnO4
เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยา จะจำแนกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้ 3 ประเภทคือ
3.1 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในที่มืด และไม่ฟอกสีสารละลาย KMnO4 แต่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในที่สว่าง เช่น
เฮกเซน
3.2 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ฟอกสีสารละลายโบรมีน ทั้งในที่มืดและที่สว่าง และฟอกสีสารละลาย KMnO4 เช่น ไซโคลเฮกซีน
3.3 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ฟอกสีสารละลายโบรมีน ทั้งในที่มืดและสว่างและไม่ฟอกสีสารละลาย KMnO4 เช่น เบนซีน
- แอลเคน (alkane)
แอลเคน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พาราฟิน ไฮโดรคาร์บอน (parafin hydrocarbon) หรือเรียกสั้นๆ ว่า พาราฟิน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว มีสูตรทั่วไปเป็น CnH2n + 2 เมื่อ n = 1, 2, 3, … เช่น
ถ้า n = 1 จะได้ CH4
ถ้า n = 2 จะได้ C2H6
ถ้า n = 3 จะได้ C3H8 ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าเมื่อ C เพิ่ม 1 อะตอม H จะเพิ่ม 2 อะตอม หรือเพิ่มครั้งละ - CH2
แอลเคนมีทั้งที่เกิดในธรรมชาติ เช่นน้ำมันดิบ (coal tar) น้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้
ตัวแรกของอนุกรมแอลเคนคือ มีเทน มีสูตรเป็น CH4
รูปร่างโมเลกุลของแอลเคนเป็นทรงเหลี่ยมสี่หน้า มีมุมระหว่างพันธะ 109.5 องศา
- แอลคีน (alkene)
แอลคีน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว ในโมเลกุลจะมีพันธะคู่อยู่ 1 แห่ง ซึ่งทำให้มีสูตรทั่วไปเป็น CnH2n เมื่อ n = 2, 3, ……
แอลคีนมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า olefin ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า oleum + ficare โดยที่ oleum หมายถึง oil และ ficare หมายถึง to make ดังนั้นแอลคีนหรือ olefin จึงหมายถึงสารที่ทำให้เกิดน้ำมันได้
จากสูตรทั่วไปของแอลคีน คือ CnH2n จะเห็นได้ว่าแอลคีนที่มีคาร์บอนเท่ากับแอลเคน (CnH2n+2) จะมีไฮโดรเจนน้อยกว่าแอลเคน 2 อะตอม สารประกอบตัวแรกของแอลคีนเริ่มต้นจาก n = 2 หรือเริ่มจากคาร์บอน 2 อะตอมคือ C2H4 เรียกว่า เอทิลีนหรือ อีทีน (ethene)
แอลคีนเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว อัตราส่วนระหว่าง C:H มากกว่าของแอลเคน และมีความว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยามากกว่าแอลเคน
แอลคีนโมเลกุลเล็กๆ จะมีรุปร่างที่เป็นลักษณะแบบเบนราบอยู่บนระนาบเดียวกัน มุมระหว่างพันธะประมาณ 120 องศา เช่น C2H4 และ C3H6
โพลิอีน หมายถึง แอลคีนที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 แห่งในโมเลกุล เช่นถ้ามี 2 แห่ง เรียกว่า ไดอีน (dienes) ถ้ามี 3 แห่ง เรียกว่า ไตรอีน (trienes) เป็นต้น
พวกโครงสร้างโพลิอีนมักจะพบอยู่ในสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ในคาโรตีน (carotene , C40H56)
- แอลไคน์ (alkyne)
แอลไคน์ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวเหมือนแอลคีน ในโมเลกุลของแอลไคน์จะต้องมีพันธะสามระหว่าง C กับ C (C C)
ถ้ามีพันธะสาม 1 แห่ง จะมีสูตรทั่วไปเป็น
CnH2n - 2 เมื่อ n = 2, 3, ….
เช่น
n = 2 คือ C2H2
n = 3 คือ C3H4
n = 4 คือ C4H6 เป็นต้น
เมื่อมีคาร์บอนเท่ากันแอลไคน์จะมีไฮโดรเจนน้อยกว่าแอลคีน 2 อะตอมและน้อยกว่าแอลเคน 4 อะตอม เช่น C2H2 , C2H4 , C2H6 ซึ่งเป็นแอลไคน์ แอลคีนและแอลเคน ตามลำดับ
อัตราส่วนระหว่าง C : H ในแอลไคน์มากกว่าในแอลคีนและแอลเคน เมื่อเผาไฟแอลไคน์จึงทำให้เกิดเข่มามากกว่าแอลคีน (แอลเคนไม่เกิดเข่มา)
สารตัวแรกในอนุกรมแอลไคน์ คือ C2H2 เรียกว่าอะเซติลีน (acetylene) หรือ อีไทน์ (ethyne) ลักษณะโมเลกุลเป็นเส้นตรงอยู่ในระนาบเดียวกันมุมระหว่างพันธะ 1800
แอลไคน์ตัวที่ 2 คือ C3H4 เรียกว่า โพรไพน์ (propyne) หรือ methylacetylene
- สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวงหรืออะลิไซคลิค ไฮโดรคาร์บอนเป็นสารที่คาร์บอนต่อกันเป็นวง อาจเป็นสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม แบ่งออกเป็น
ก. ไซโคลแอลเคน (CnH2n) ซึ่งเป็นสารอิ่มตัว
ข. ไซโคลแอลคีน (CnH2n - 2) ซึ่งเป็นสารไม่อิ่มตัว
ค. ไซโคลแอลไคน์ (CnH2n - 4) ซึ่งเป็นสารไม่อิ่มตัว
เมื่อ n = 3, 4, 5,…..
ก. ไซโคลแอลเคน และแอลคีน มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน จึงเป็นไอโซเมอร์กัน
ข. ไซโคลแอลคีน แอลไคน์และไดอีน มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน จึงเป็นไอโซเมอร์กัน
สารตัวแรกของไซโคลแอลเคนคือ C3H6 เรียกว่า ไซโคลโพรเพน
สารตัวแรกของไซโคลแอลคีนคือ C3H4 เรียกว่า ไซโคลโพรพีน
สารตัวแรกของไซโคลแอลไคน์คือ C3H2 เรียกว่า ไซโคลโพรไพน์
- อะโรมาติกไฮโครคาร์บอน (aromatic hydrocarbon)
อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวประเภทหนึ่ง มีโครงสร้างหลักเป็นวงเบนซีน (benzene ring)
ภายในวงเบนซีน จะมีคาร์บอน 6 อะตอมต่อกันเป็นวง โดยมีพันธะเดี่ยวและพันธะคู่สลับกันไป
อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนตัวแรกคือ เบนซีน (benzene) ซึ่งมีสูตรโมเลกุลเป็น C6H6 และมีสูตรโครงสร้างดังนี้
H ในเบนซีนอาจจะถูกแทนที่ด้วยอะตอมหรือหมู่อะตอมเพียง 1 หมู่ หรือมากกว่า 1 หมู่ก็ได้ถ้าถูกแทนที่ด้วยหมู่แอลคิลจะยังคงเป็นอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน แต่ถ้าถูกแทนที่ด้วยหมู่ฟังก์ชันอื่นๆ เช่น - Cl, - OH, -NH2 จะกลายเป็นอนุพันธ์ของอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน
สมบัติทางกายภาพของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
1. สถานะ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลต่ำ ๆ หรือมีจำนวนคาร์บอนน้อย ๆ มีสถานะเป็นก๊าซ จำนวนคาร์บอนมากขึ้นจะมีสถานะเป็นของเหลวและของแข็งตามลำดับ เช่น
CH4 เป็นก๊าซ C5H12 เป็นของเหลว C20H22 เป็นของแข็ง
2. การละลายน้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน เพนเทน เป็นต้น
3. ความหนาแน่น มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำหรือน้อยกว่า 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
4. จุดเดือดและจุดหลอมเหลว จะแปรผันตามมวลโมเลกุลหรือแปรผันตามจำนวนคาร์บอนในกรณีไอโซเมอร์มีมวลโมเลกุลเท่ากัน ไอโซเมอร์ที่มีกิ่งก้านมากกว่าจะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำกว่าไอโซเมอร์ที่ไม่มีกิ่งก้าน เช่น
CH3
CH3CHCH3 มีจุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ำกว่า CH3CH2CH2CH3
(C4H10) (C4H10)
5. การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน แบ่งเป็นการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์
5.1 การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดเมื่อเผาไหม้จะให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และน้ำ (H2O) โดยมีสูตรทั่วไปดังนี้
C5H10 + O2 CO2 + H2O
5.2 การเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ จะเกิดเขม่า ปริมาณเขม่าพิจารณาจากจำนวนคาร์บอนเท่ากัน จำนวนไฮโดรเจนน้อย เขม่าจะมาก จำนวนไฮโดรเจนมาก เขม่าจะน้อย เช่น ปริมาณเขม่าของ C6H10> C6H12>C6H14
หรือพิจารณาจากจำนวนไฮโดรเจนเท่ากัน จำนวนคาร์บอนมาก เขม่าจะมาก จำนวนคาร์บอนน้อยเขม่าจะน้อย เช่น ปริมาณเขม่าของ C5H10 > C4H10
สมบัติทางเคมีของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
1. สมบัติเกี่ยวกับการละลาย จากความรู้เรื่องพันธะเคมีว่า ารละลายคือการที่โมเลกุลของตัวทำละลายไปแทรกอยู่ในตัวถูกละลายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าพิจารณาความสามารถในการละลายจากสภาพขั้วของโมเลกุล จะพบว่าสารที่เกิดการละลายกันได้ จะต้องมีสภาพขั้วของโมเลกุลเหมือนกันนั่นคือ
1. 1โมเลกุลมีขั้ว จะละลายในตัวทำละลายมีขั้ว เช่น น้ำ
1. 2โมเลกุลไม่มีขั้ว จะละลายในตัวทำละลายไม่มีขั้ว
1. 3โมเลกุลไม่มีขั้ว จะไม่ละลายในตัวทำละลายมีขั้ว
ดังนั้น การที่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่ละลายน้ำ แสดงว่า โมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว และการที่ไม่ละลายน้ำ แล้วลอยอยู่ชั้นบน แสดงว่ามีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
2. สมบัติเกี่ยวกับการเผาไหม้ เมื่อพิจารณาการเผาไหม้ ปรากฏว่า เฮกเซนติดไฟให้เปลวไฟสว่างไม่มีควัน เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ ส่วนไซโคลเฮกซีนติดไฟง่ายให้เปลวไฟสว่างมีเขม่าและเบนซีนติดไฟได้ง่าย ให้เปลวไฟสว่างมีควันและเขม่ามาก เป็นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ถ้าพิจารณาอัตราส่วน C : H ในแต่ละสารจะได้ว่า
ถ้า C เท่ากันแต่ H น้อยกว่า หรือสารที่มีเปอร์เซนต์ของธาตุ C มากการ เผาไหม้จะมีเขม่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ของสารใดๆ คือการที่สารนั้นทำปฏิกิริยาออกซิเจนในอากาศ แล้วให้พลังงานความร้อนออกมา โดยปกติ C เผาไหม้ให้ CO2 และ H เผาไหม้ให้น้ำ ดังสมการ C + O2 CO2 2H2 + O2 2H2O การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ถ้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ควรจะได้ก๊าซ CO2 และ H2O ดังสมการ CH4 + 2O2 CO2+ 2H2O + พลังงาน 2C6H14 + 19O2 12CO2 + 14H2O + พลังงาน แต่อย่างไรก็ตามถ้าการเผาไหม้เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ก็จะเกิดก๊าซ CO และเขม่า เช่น การเผาไหม้ของไซโคลเฮกซีนและเบนซีน
3. สมบัติเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยากับสารละลายโบรมีน ในคาร์บอนเตตระคลอไรด์และสารละลาย KMnO4
เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยา จะจำแนกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้ 3 ประเภทคือ
3.1 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในที่มืด และไม่ฟอกสีสารละลาย KMnO4 แต่ฟอกสีสารละลายโบรมีนในที่สว่าง เช่น
เฮกเซน
3.2 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ฟอกสีสารละลายโบรมีน ทั้งในที่มืดและที่สว่าง และฟอกสีสารละลาย KMnO4 เช่น ไซโคลเฮกซีน
3.3 สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ฟอกสีสารละลายโบรมีน ทั้งในที่มืดและสว่างและไม่ฟอกสีสารละลาย KMnO4 เช่น เบนซีน
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
